ข่าวสาร “วิทยาศาตร์และเทคโนโลยี”

 

โครงการส่งเสริมการศึกษาและ วิจัยร่วมระบบขนส่งทางราง

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

Last Updated on Wednesday, 16 January 2013 12:47

มหาวิทยาลัย มหิดลร่วมมือกับสานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโครงการพัฒนาระบบขนส่งทางรางและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องของประเทศไทย มุ่งเน้นการให้ทุนสนับสนุนและส่งเสริมให้นักศึกษาระดับปริญญาตรี ไปปฏิบัติงานในสถานประกอบการที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมขนส่งทางราง โดยดาเนินการผ่านกระบวนการ (1) ฝึกงาน (2) สหกิจศึกษา และ (3) โครงการวิจัยของนักศึกษา (ปริญญานิพนธ์) เพื่อเปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาสามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดการส่งเสริมการเรียนรู้และเครือข่ายความสัมพันธ์ที่กระจาย ในวงกว้าง และเป็นจุดเริ่มต้นในการผลิตบัณฑิตที่มีทักษะสอดคล้องกับตลาดแรงงานด้าน อุตสาหกรรมขนส่งทางราง  อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม  หรือ ดาวน์โหลดเอกสารใบสมัคร

5 ทิศทางของเทคโนโลยีในอนาคตที่ต้องจับตามองในปี 2013

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

Last Updated on Monday, 07 January 2013 15:18

IEEE Computer Society ได้พูดถึงเทคโนโลยีที่ควรจับตามองในปี 2013 ไว้ดังนี้

1. Internet of Things (IoT) จะมีการใช้งานที่เป็นจริงมากยิ่งขึ้น
2. การใช้ภาพและเทคโนโลยีในการวิเคราะห์ข้อมูลช่วยแก้ปัญหาความท้าทายของ Big Data
3. เทคโนโลยี Cloud computing (Hybrid clouds และ personal clouds)
4. การควบคุมตรวจสอบอินเทอร์เน็ตจะเพิ่มมากขึ้น
5. การพัฒนาเครื่องมือและวิธีการในการเพิ่มพลังให้กับคอมพิวเตอร์ที่มีหลายหน่วยประมวลผล (multicore computing)

Read more: 5 ทิศทางของเทคโนโลยีในอนาคตที่ต้องจับตามองในปี 2013

สวทช. ประกาศผล 10 ข่าวดังวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปี 2555

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

Last Updated on Friday, 04 January 2013 15:44

สวทช. ประกาศผล 10 ข่าวดังวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปี 2555

24 ธันวาคม 2555 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย รังสิต ปทุมธานี : ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวถึง การจัดอันดับ 10 ข่าวดังวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2555 ว่า เป็นกิจกรรมที่ สวทช./วท. จัดขึ้นมากว่า 19 ปีแล้ว เพื่อสร้างกระแสความนิยมและส่งเสริมความเข้าใจข่าวสารทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีในกลุ่มเยาวชนและสังคมไทย โดยในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป กว่า3,000 คน ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชายร้อยละ 48.1 เพศหญิงร้อยละ 51.9 อายุระหว่าง 20-25 ปี
ผลที่ได้จากการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า การรับทราบเกี่ยวกับข่าวสารของประชาชนในรอบปี 2555 ที่ผ่านมาประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญและสนใจข่าวสารการเมืองมากกว่าข่าว วิทยาศาสตร์ เนื่องจากข่าวการเมืองดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของคน อีกทั้งเป็นกระแสสังคม ซึ่งตรงกันข้ามกับข่าววิทยาศาสตร์ที่มีผู้สนใจน้อยกว่า เนื่องจากเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเข้าใจได้ยาก เป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่มที่จะสนใจ และเป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว จึงได้รับความสนใจน้อยกว่าข่าวทั่วไป
อนึ่ง ข่าวที่ประชาคมวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในปีที่ผ่านมาคือการค้นพบ Higgs boson particle ที่ CERN ซึ่งได้มีการประกาศต่อสาธารณชน เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กลับไม่ได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 10 ข่าวดังด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแต่อย่างใด

สวทช. ประกาศผล 10 ข่าวดังวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปี 2555
ดังนั้น การพัฒนาความสามารถและการสร้าง “นักวิชาชีพ” ด้าน “การสื่อสารวิทยาศาสตร์” เพื่อทำหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้ทางวิทยาศาสตร์แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ให้เกิดความรู้สึกว่า วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัว และเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน จึงมีความสำคัญเป็นประการต้นๆ สำหรับการสร้างบุคลากรมาร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมฐานความรู้และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับนานาประเทศต่อไปโดยผลการสำรวจข่าววิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจ 10 อันดับแรก มีดังนี้

1. นาซาใช้ไทยวิจัยโลกร้อน
         2. การสร้างมูลค่าเปลือกไข่ ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล
         3. นีล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศที่เหยียบดวงจันทร์คนแรกสิ้นชีพ
         4. เนคเทคเปิดตัวสมองกลเตือนภัยดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ผ่าน SMS
         5. nCA น้ำใส หายเหม็น ออกซิเจนสูง
         6. ข้าวโพดพันธุ์ใหม่ “ข้าวเหนียวข้าวก่ำ”
         7. ใช้แสงซินโครตรอนติดตาม วิเคราะห์ “ติ้วขน-สนสามใบ”สามารถทำลายเซลล์มะเร็ง
         8. ปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านดวงอาทิตย์
         9. ซูปเปอร์มูน ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบ 6 ปี
       10. นาซาค้นพบ “กรวด”ร่องรอยการกัดเซาะของธารน้ำบนดาวอังคาร

Read more: สวทช. ประกาศผล 10 ข่าวดังวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปี 2555

ดร.วรรณวิมล ศักดิ์เสมอพรหม ได้รับทุนวิจัย International Foundation for Science (IFS)

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

Last Updated on Friday, 11 January 2013 13:39

ขอแสดงความยินดีกับ ดร.วรรณวิมล ศักดิ์เสมอพรหม นักวิจัย หน่วยวิจัยเพื่อความเป็นเลิศเทคโนโลยีชีวภาพกุ้ง ไบโอเทค
ที่ได้รับทุนวิจัย International Foundation for Science (IFS) จำนวน 12,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 369,000 บาท) ในระยะเวลา 1 ปี
เพื่อดำเนินงานวิจัย เรื่อง “การผลิตอาหารกุ้งเพื่อต้านการติดไวรัสแหลมสิงห์ในกุ้งกุลาดำ”

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

นาซาใช้ไทยวิจัยโลกร้อน

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

Last Updated on Friday, 28 December 2012 17:57

เนื่อง จากชั้นบรรยากาศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีละอองแขวนลอย (Aerosol) ที่มาจากหลายแหล่ง เช่น เกลือทะเล การเผาไหม้ป่า และพื้นที่เกษตร การเผาไหม้น้ำมันและเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ จากละอองดินทราย ซึ่งปริมาณเข้มข้นของละอองเหล่านี้แปรปรวนอย่างมากตามพื้นที่และฤดูกาล ละอองดังกล่าวจะส่งผลต่อทัศนวิสัย เป็นอุปสรรคต่อการคมนาคมทางอากาศและสุขภาพ มีทั้งกลุ่มที่เร่งการก่อตัวของเมฆและฝน เช่น ละอองเกลือ และกลุ่มที่สลายเมฆและลดการเกิดฝน ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับชนิด ปริมาณ และกระบวนการพัดพาแนวราบและแนวดิ่งจะช่วยการพยากรณ์อากาศโดยเฉพาะการเกิดฝน แม่นยำมากขึ้นนอกจากนี้ ยังทำให้รูปแบบจำลองคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกเนื่องจากสภาวะโลก ร้อนในอนาคตมีความเคลื่อนสูง เพราะละอองส่งผลให้ความเข้มของแสงอาทิตย์ที่กระทบพื้นโลกลดลง
อันดับที่ 1 “นาซาใช้ไทยวิจัยโลกร้อน (โครงการวิจัยชั้นบรรยากาศ)”


โครงการดังกล่าวจะใช้อากาศยานประเภทต่างๆ เก็บข้อมูลชนิด ปริมาณ การพัดพาในบรรยากาศ ผลของละอองต่อการเกิดเมฆและฝนในภูมิภาค โดยเป็นอากาศยานของนาซา 3 ลำ ของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงและการบินเกษตร 1 ลำ ซึ่งจะเก็บตัวอย่างอากาศและตรวจวัตถุทางอุตุนิยมวิทยาในชั้นบรรยากาศชั้นบน ถึงระดับ 20 กิโลเมตร ซึ่งบอลลูนตรวจสภาพอากาศของไทยไม่สามารถทำได้ และจะมีนักวิจัยไทยจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.)  สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร กรมอุตุนิยมวิทยา กรมอุทกศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมโครงการดังกล่าว  โดยประโยชน์ต่อประเทศไทย คือ  ได้ข้อมูลเพื่อการปรับแก้สีภาพถ่ายดาวเทียมไทยโชต (ธีออส) และดาวเทียมเชิงแสงอื่นๆ ที่ได้รับการตำหนิว่าสีที่ถ่ายได้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความผิด เพี้ยนไม่กลมกลืน ซึ่งความเข้าใจเชิงสถานที่และเวลาเกิดเมฆ จะช่วยให้วางแผนการถ่ายภาพได้แม่นยำมากขึ้น

การสร้างมูลค่าเปลือกไข่ ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

Last Updated on Saturday, 29 December 2012 11:58

อันดับที่ 2 การสร้างมูลค่าเปลือกไข่ ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล  อันดับที่ 2 การสร้างมูลค่าเปลือกไข่ ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล

สวทช. โดยนักวิจัยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ได้ศึกษาตัวเร่งปฏิกิริยาผลิตไบโอดีเซล โดยแปรสภาพเปลือกไข่ มาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เปรียบเทียบกับตัวเร่งปฎิกิริยาแบบของเหลว เช่น โซดาไฟ โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ พบว่าตัวเร่งปฏิกิริยาของแข็งที่ได้จากเปลือกไข่ หรือผลิตภัณฑ์ อีโค-คาทาล (Eco Catal) ทำให้กระบวนการผลิตไบโอดีเซลมีขั้นตอนที่สั้นลง อีกทั้งยังได้กลีเซอรีนและไบโอดีเซลที่มีความบริสุทธิ์สูง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการล้างน้ำและไม่ก่อให้เกิดน้ำเสียในกระบวนการผลิตไบโอ ดีเซลแบบทั่วไป ทั้งนี้งานวิจัยดังกล่าวพร้อมส่งต่อองค์ความรู้ให้กับอุตสาหกรรมผลิตไบโอ ดีเซล เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในการลงทุน เนื่องจากตัวเร่งปฏิกิริยาจากเปลือกไข่เป็นวัตถุดิบที่หาได้ในประเทศ โดยไม่ต้องนำเข้าเหมือนตัวเร่งปฏิกิริยาในรูปของเหลว งานวิจัยดังกล่าวยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจโรงฟักไข่ไม่ต้องเสียเงินในการ กำจัดเปลือกไข่เหลือทิ้งด้วยการฝังกลบกว่า 60,000 ตันต่อปี จึงเป็นผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี

“การ สร้างมูลค่าเปลือกไข่ ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล” เป็น 1 ใน 10 อันดับข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2555 ท่านสามารถติดตามอันดับข่าวอื่นๆ ได้ที่  http://www.nstda.or.th/index.php 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. “ตัวเร่งปฏิกิริยาไบโอดีเซลจากเปลือกไข่”. http://www.nstda.or.th/investorsday/highlight_detail.php?id=2

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. “เปลือกไข่ช่วยผลิตไบโอดีเซล”  http://www.stks.or.th/blog/?p=17394.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. “ตัวเร่งปฏิกิริยาไบโอดีเซลจากเปลือกไข่. http://www.nstda.or.th/nstda-knowledge/9013-investor-day-2012-eco-catal

นีล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศที่เหยียบดวงจันทร์คนแรกสิ้นชีพ

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

Last Updated on Friday, 28 December 2012 20:30

อันดับที่ 3 นีล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศที่เหยียบดวงจันทร์คนแรกสิ้นชีพ
นีล อัลเดน อาร์มสตรอง (Neil Alden Armstrong) เป็นนักบินอวกาศสหรัฐอเมริกา ผู้เดินทางไปเหยียบดวงจันทร์เป็นคนแรกของโลก โดยการนำยานอวกาศอพอลโล 11 จอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ มีการถ่ายทอดสดให้ผู้คนทั่วโลกเฝ้าติดตามชมกว่า 500 ล้านคน ยานอพอลโล 11 ถือเป็นเที่ยวบินอวกาศเที่ยวสุดท้ายของอาร์มสตรอง เพราะหนึ่งปีหลังจากนั้น อาร์มสตรอง ผันตัวเองเป็นศาสตราจารย์สอนวิชาวิศวกรรมการบินอวกาศ ในมหาวิทยาลัยซินซินนาติ และใช้ชีวิตอย่างสงบเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนใดๆ ทั้งสิ้น

วัน ที่ 25 ส.ค. 2555 นีล อาร์มสตรองได้เสียชีวิตที่เมืองซินซินนาติ รัฐโอไฮโอ (Cincinnati, Ohio) ด้วยโรคแทรกซ้อนจากการทำบายพาสเส้นเลือดหล่อเลี้ยงหัวใจอุดตัน ขณะอายุได้ 82 ปี

“นีล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศที่เหยียบดวงจันทร์คนแรกสิ้นชีพ” ถือเป็น 1 ใน 10 อันดับข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2555 และท่านสามารถติดตามอ้นดับข่าวอื่นๆ ได้ที่  http://www.nstda.or.th/index.php

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

ธีรยุทธ์ ลอยลิบ. นีล อาร์มสตรอง วีรบุรุษของมวลมนุษยชาติ. http://www.narit.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=477:-neil-armstrong&catid=1:astronomy-news&Itemid=4

Neil Armstrong: 1930-2012. http://www.nasa.gov/topics/people/features/armstrong_obit.html

ยานอะพอลโล. http://www.lesa.biz/astronomy/space-technology/spacecraft/apollo

เนคเทคเปิดตัวสมองกลเตือนภัยดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ผ่าน SMS

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

Last Updated on Friday, 28 December 2012 16:58

อันดับที่ 4 เนคเทคเปิดตัวสมองกลเตือนภัยดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ผ่าน SMS
สวทช. โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) นำร่องติดตั้งระบบเตือนภัยสมองกลฝังตัว “Landslide Landing System” ใน 243 หมู่บ้าน 22 อำเภอพื้นที่เสี่ยงน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มใน จ. เชียงใหม่ ซึ่งระบบเตือนภัย ประกอบด้วย สถานีตรวจวัดระยะไกลทำงานด้วยพลังงานจากเซลแสงอาทิตย์ โดยมีอุปกรณ์ที่ติดตั้งกับสถานี คือ เครื่องวัดปริมาณน้ำฝน เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิและความชื้นอากาศ โดยระบบจะส่งข้อมูลต่างๆ ไปยังเครื่องแม่ข่ายทุก 5 นาที  ผ่านระบบโทรศัพท์มือถือที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท เอไอเอส ข้อมูลทั้งหมดจะถูกประมวลและนำไปสู่การแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ SMS ไปยังโทรศัพท์มือถือของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนายอำเภอ (ทั้งนี้ การส่ง SMS สามารถตั้งได้เป็นนาที หรือชั่วโมง เช่น ฤดูร้อน ไม่มีฝนตกอาจจะตั้งเวลาที่จะส่งข้อมูลให้ห่างขึ้น เพื่อประหยัดพลังงาน)  โดยในกรณีสภาพอากาศปิด (ไม่มีแสงแดด) อุปกรณ์จะทำงานได้ต่อเนื่องไปอีก 15-20 วัน

“เนคเทคเปิด ตัวสมองกลเตือนภัยดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ผ่าน SMS” ถือเป็น 1 ใน 10 อันดับข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2555 และท่านสามารถติดตามอ้นดับข่าวอื่นๆ ได้ที่  http://www.nstda.or.th/index.php

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

สำ น้กงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2555. “สมองกลเตือนภัยน้ำป่าผ่าน SMS”. http://www.stks.or.th/blog/?p=15439

“กล่องสมองกลอัจฉริยะ เตือนภัยน้ำป่า-ดินโคลนถล่ม” 2555. มติชน 26 กรกฎาคม 2555 ปีที่ 35 ฉบับที่ 12556 หน้า 21 (กลาง). http://www.nectec.or.th/clipping/news/2012-07-25-9867.pdf

nCA น้ำใส หายเหม็น ออกซิเจนสูง

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

Last Updated on Friday, 28 December 2012 20:30

อันดับ 5   nCA น้ำใส หายเหม็น ออกซิเจนสูง
นวัตกรรมแก้ปัญหาน้ำท่วมขังและเน่าเสีย ให้กลายเป็นน้ำดี ด้วยการใช้สารน้ำใส (nCLEAR) ในช่วงมหาอุทกภัย ปี 2554 พัฒนาโดยทีมวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. โดยสารน้ำใส (nCLEAR) ผลิตขึ้นจากสารสกัดธรรมชาติและผงถ่าน ไม่มีอะลูมิเนียมหรือโลหะหนักผสมอยู่ สามารถจับตะกอนในน้ำได้รวดเร็ว และย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ปลอดภัยไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม หลังจากทิ้งให้ตกตะกอน น้ำจะใส ไม่มีกลิ่น และเมื่อต้มฆ่าเชื้อสามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้ นอกจากนั้น สารน้ำใส (nCLEAR) ยังสามารถใช้ร่วมกับเครื่องเติมออกซิเจนในน้ำ (nAIR) ทำให้น้ำที่เน่าเสีย ใสสะอาดและมีออกซิเจนมากขึ้น โดย สวทช. ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสารน้ำใส (nCLEAR) แล้วในชื่อ nCA หรือเอ็นค่า กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา

“nCA น้ำใส หายเหม็น ออกซิเจนสูง” ถือเป็น 1 ใน 10 อันดับข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2555 และท่านสามารถติดตามอ้นดับข่าวอื่นๆ ได้ที่  http://www.nstda.or.th/index.php

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2555. “nCA : น้ำใส หายเหม็น ออกซิเจนสูง”. http://www.stks.or.th/blog/?p=13374..

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ. 2555. “ระบบ nCA ช่วยให้น้ำใส หายเหม็น ออกซิเจนสูง” http://www.mtec.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=1764&Itemid=159

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2555. “สวทช. กระทรวงวิทย์ ส่งนวัตกรรมแก้น้ำเสียใช้ชื่อ “เอ็นค่า-nCA” จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว”. http://technology.in.th/thaiflood/2011/12/22/namsai-project-02/

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. 2555. “สวทช.กระทรวงวิทย์ฯส่งนวัตกรรมแก้น้ำเน่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วในชื่อ nCA หรือ เอ็นค่า” http://www.nstda.or.th/news/7705-20111223-n-ca

ข้าวโพดพันธุ์ใหม่ “ข้าวเหนียวข้าวก่ำ”

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

Last Updated on Friday, 28 December 2012 15:53

อันดับที่ 6 ข้าวโพดพันธุ์ใหม่ “ข้าวเหนียวข้าวก่ำ”

“ข้าวโพดพันธุ์ ใหม่” “ข้าวเหนียวข้าวก่ำ” หรือ “ข้าวโพดข้าวเหนียว” เป็นข้าวพื้นบ้านทางล้านนา และภาคอีสานของไทย มีคุณสมบัติเฉพาะตัว คือ มีสีม่วงดำทั้งลำต้นและเมล็ด รสชาติ กลิ่นหอม มีทั้งความมัน ความเหนียว สามารถปลูกได้ดีในทุกสภาพ ให้ผลผลิตสูง และอุดมไปด้วยมีสารฟีนอลิกและสารแอนโทไซยานินสูง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เป็นข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมแฟนซี สีม่วง 111 ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่วิจัยและพัฒนาขึ้นโดยฝีมือนักวิจัยของไทย จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา โดยเป็นพันธุ์ข้าวโพดสีม่วง นำมาผสมกับสายพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียว สกัดสายพันธุ์แท้จากคู่ผสมจนได้สายพันธุ์แท้ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง และคัดเลือกพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมออกมาได้ 2 พันธุ์ คือ พันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวแฟนซี สีม่วง 111 และพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวแฟนซี สีขาวม่วง 212 โดยใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงพันธุ์ 6-7 ปี

ใช้แสงซินโครตรอนติดตาม วิเคราะห์ “ติ้วขน-สนสามใบ”สามารถทำลายเซลล์มะเร็ง

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

Last Updated on Friday, 28 December 2012 17:08

อันดับที่ 7  ใช้แสงซินโครตรอนติดตาม วิเคราะห์ “ติ้วขน-สนสามใบ”สามารถทำลายเซลล์มะเร็ง
เนื่องจากโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของประเทศ แม้ปัจจุบันการรักษาด้วยการใช้เคมีบำบัดจะมีประสิทธิภาพสูงแต่ก็มีผลข้าง เคียงจากการใช้ยา และการดื้อยา จึงได้มีการศึกษาสารสกัดจากพืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของ เซลล์มะเร็งและลดการดื้อยา มาใช้เสริมยาเคมีบำบัดที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

จากการศึกษาพืชสมุนไพรหลายชนิด พบว่า สารสกัดจากกิ่งของพืช 2 ชนิด คือ ติ้วขนและสนสามใบ ให้สารออกฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยมีศักยภาพทำให้เซลล์มะเร็งค่อยๆ สลายตัวจากการทำลายตัวเองจากภายใน หรือเรียกว่า การตั้งโปรแกรมทำลายตัวเอง (Apoptosis) ซึ่งกระบวนการนี้ เป็นผลดีอย่างมากต่อการรักษาโรคมะเร็ง เนื่องจากมีเพียงเซลล์มะเร็งเท่านั้นที่ตายลงไป ไม่มีผลต่อการทำลายเซลล์ปกติที่อยู่ข้างเคียง ร่างกายจึงไม่เกิดการอักเสบขึ้น และไม่มีผลข้างเคียงต่อการใช้ยา และเพื่อให้ทราบกลไกการออกฤทธิ์ที่แท้จริงของพืชสมุนไพรทั้งสองชนิดนี้ คณะผู้วิจัย ซึ่งประกอบด้วย ภญ.รศ.ดร.นาถธิดา วีระปรียากูร อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ รศ.ดร.สหพัฒน์ บรัศว์รักษ์ อาจารย์ประจำคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ น.ส.ศศิภาวรรณ มาชะนา นักศึกษาปริญญาเอกภายใต้โครงการเครือข่ายเชิงกลยุทธ์เพื่อการผลิตและพัฒนา อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา จากมหาวิทยาลัยบูรพา ร่วมกับ ดร.วราภรณ์ ตัณฑนุช และ ดร.กาญจนา ธรรมนู นักวิจัยจากสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ได้ใช้เทคนิคจุลทรรศน์อินฟราเรด จากสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน เพื่อตรวจวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในเชิงลึกที่เกิดขึ้นภายในเซลล์มะเร็ง ซึ่งสารสกัดสมุนไพร ทั้ง 2 ชนิดนี้ ทำให้เซลล์มะเร็งตายและมีกลไกการออกฤทธิ์ของพืชทั้งสองชนิด แตกต่างจากการรักษาโดยใช้ยาเมลฟาเลนหรือยาเคมีมาตรฐานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

การใช้แสงซินโครตรอน ถือเป็นเทคนิคใหม่ในการวิจัยที่จะต้องวิเคราะห์ถึงการเปลี่ยนแปลงสารชี วโมเลกุลระดับเซลล์ ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วขึ้น โดยมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก และไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ ซึ่งการศึกษาครั้งนี้ จะนำไปสู่การนำพืชสมุนไพรไปใช้ประโยชน์จริงในอนาคต และจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการศึกษาและพัฒนาหาสารออกฤทธิ์ต้านมะเร็งจากพืช สมุนไพรชนิดอื่น ๆ ต่อไป ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการทำงานวิจัยเชิงบูรณาการเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการดูแลสุขภาพ ของประชาชนชาวไทย และยังเป็นการอนุรักษ์พันธุ์พืชดั้งเดิมอีกด้วย

“ใช้ แสงซินโครตรอนติดตาม วิเคราะห์ “ติ้วขน-สนสามใบ”สามารถทำลายเซลล์มะเร็ง” ถือเป็น 1 ใน 10 อันดับข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2555 และท่านสามารถติดตามอ้นดับข่าวอื่นๆ ได้ที่  http://www.nstda.or.th/index.php

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:

“ภญ.รศ.ดร .นาถธิดา วีระปรียากูร อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มข. ร่วมแถลงข่าว “แสงซินโครตรอน” วิเคราะห์พบ “ติ้วขน-สนสามใบ” มีฤทธิ์ต้านมะเร็งเม็ดเลือดขาว”. 2555. http://pharm.kku.ac.th/blog/research/?p=1160

“สซ.แถลงข่าว”ซินโครตรอนกับการศึกษาสารต้านมะเร็งจากพืชสมุนไพร”. 2555. http://www.slri.or.th/th/index.php?option=com_content&view=article&id=1370:qq&catid=48:2010-11-01-18-56-16. .

“”แสงซินโครตรอน” วิเคราะห์พบ “ติ้วขน-สนสามใบ” มีฤทธิ์ต้านมะเร็งเม็ดเลือดขาว. 2555. http://www.stkc.go.th/sites/default/files//news/SLRI.pdf

ปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านดวงอาทิตย์

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

Last Updated on Friday, 28 December 2012 17:22

อันดับที่ 8 ปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านดวงอาทิตย์
ปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ (Transit of Venus) เป็นปรากฏการณ์จันทรุปราคาหรือสุริยุปราคา โดยที่ดาวศุกร์จะเคลื่อนที่ผ่านแนวเส้นตรงที่เชื่อมระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ทำให้ดวงอาทิตย์ ดาวศุกร์ และโลก เรียงตัวอยู่ในแนวเดียวกัน เมื่อสังเกตจากโลกจะเห็นดาวศุกร์ปรากฏเป็นจุดกลมเล็กเคลื่อนที่ผ่านดวง อาทิตย์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่พิเศษและหาชมได้ยาก เนื่องจากจะเกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งในรอบ 243 ปี โดยมีรอบการเกิดปรากฏการณ์เป็นคู่ แต่ละคู่จะห่างกัน 121.5 (+/- 8) ปี (และแต่ละครั้งใน 1 คู่นั้นจะเกิดห่างกัน 8 ปี) หากครั้งแรกของคู่แรกเกิดห่างจากครั้งแรกของคู่หลัง 129.5 ปี ครั้งแรกของคู่หลังจากห่างจากครั้งแรกของรอบถัดไป 113.5 ปี ซึ่งการสังเกตการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ยังเป็นการศึกษาวิจัยทางดารา ศาสตร์ที่ทำให้นักดาราศาสตร์สามารถคำนวณระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์อย่าง แม่นยำ ซึ่งจะเห็นได้จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่มีการกล่าวถึงการสังเกตการณ์ ปรากฏการณ์ดังกล่าวมานานนับหลายศตวรรษ ในวันที่ 6 มิถุนายน 2555 จะเป็นอีกวาระหนึ่งที่คนไทยจะได้เห็นปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ เหนือฟ้าเมืองไทย ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผู้ที่มีชีวิต ณ ปัจจุบันจะมีโอกาสได้เห็น เนื่องจากปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นในวัน ที่ 11 ธันวาคม พุทธศักราช 2660 หรืออีกกว่าหนึ่งศตวรรษ

“ปรากฏการณ์ ดาวศุกร์ผ่านดวงอาทิตย์” ถือเป็น 1 ใน 10 อันดับข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2555 และท่านสามารถติดตามอ้นดับข่าวอื่นๆ ได้ที่  http://www.nstda.or.th/index.php

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:

สถาบัน วิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน). “ปรากฏการณ์แห่งศตวรรษ ปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ ในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555”. 2555. http://www.narit.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=406

นิพนธ์ ทรายเพชร. “ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ (Transit of Venus)”. 2555. จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ 14 ฉบับที่ 157, มิถุนายน 2547. http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=1046

สมาคมดาราศาสตร์ไทย. “ประมวลภาพดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์จากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เขาชะโงก จังหวัดนครนายก.” 2555. http://thaiastro.nectec.or.th/vt2012/

“ทำนายเวลาเกิดปรากฏการณ์ ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์”. 2555. http://www.vcharkarn.com/varticle/43888

“ปรากฎการณ์ดาวศุกร์ผ่านดวงอาทิตย์ วันที่ 6 มิถุนายน 2555 (Venus Transit on June 06, 2012). http://www.thaispaceweather.com/Venustransit060612.html

ซูปเปอร์มูน ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบ 6 ปี

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

Last Updated on Friday, 28 December 2012 17:34

อันดับที่ 9 ซูปเปอร์มูน ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบ 6 ปี
วันที่ 6 พฤษภาคม 2555 เวลาประมาณ 03:34 น. (เวลาในประเทศไทย 10:34 น.) ดวงจันทร์ได้โคจรมาเข้าใกล้โลกที่สุดในรอบปีที่ระยะห่าง 356,953 กิโลเมตร และเนื่องจากเป็นวันที่ดวงจันทร์เต็มดวงพอดี ผู้คนบนโลกจึงสามารถมองเห็นดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ ประมาณ 2-3%

ซูเปอร์มูน เป็นปรากฏการณ์จันทร์เพ็ญ หรือจันทร์ดับซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการเข้าใกล้โลกของดวงจันทร์ ระยะห่างระหว่างโลกกับดวงจันทร์แตกต่างกันไปแต่ละเดือนอยู่ระหว่าง 354,000 และ 410,000 กิโลเมตร เนื่องจากวงโคจรรูปวงรีของดวงจันทร์ และปรากฏการณ์ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เฉพาะดวงจันทร์เข้ามาใกล้โลกพอดีกับวันพระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น แต่ยังเป็นการเข้ามาใกล้ที่สุดในรอบปีอีกด้วย โดยระยะห่างของการเข้าใกล้ของดวงจันทร์ จะมีความแตกต่างกันราวร้อยละ 3 ทั้งนี้เป็นเพราะวงโคจรของดวงจันทร์ไม่ได้เป็นวงกลมอย่างสมบูรณ์ ผลจากการที่เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้น ทำให้ทิศทางของแรงกระทำต่อโลกมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้น น้ำลง แต่จะไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อโลก เช่น เหตุแผ่นดินไหวรุนแรง หรือกระแสน้ำที่ไหลอย่างผิดปกติ โดยกระแสน้ำทะเลซึ่งปกติมีการขึ้นและลง ในช่วงหลังเหตุการณ์ดังกล่าว กระแสน้ำจะมีแรงเพิ่มขึ้นร้อยละ 42 เป็นเวลา 2 สัปดาห์ เท่านั้น

“ซูป เปอร์มูน ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบ 6 ปี” ถือเป็น 1 ใน 10 อันดับข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2555 และท่านสามารถติดตามอ้นดับข่าวอื่นๆ ได้ที่  http://www.nstda.or.th/index.php 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:

“Perigee “Super Moon” On May 5-6″. 2012. http://science.nasa.gov/science-news/science-at-nasa/2012/02may_supermoon/

สำนัก งานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. “จับตา “ซุปเปอร์มูน” ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี วันที่ 6 พ.ค.55”. http://www.stks.or.th/blog/?p=13912

นาซาค้นพบ “กรวด”ร่องรอยการกัดเซาะของธารน้ำบนดาวอังคาร

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

Last Updated on Friday, 28 December 2012 16:38

อันดับที่ 10 นาซาค้นพบ “กรวด”ร่องรอยการกัดเซาะของธารน้ำบนดาวอังคาร
นักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซา เปิดการแถลงข่าวที่ห้องปฏิบัติการวิจัยการขับเคลื่อนยานอวกาศ ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ว่ายานคิวริออซิตีที่ลงจอดบนดาวอังคารตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2555 ได้ค้นพบหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า บนดาวอังคารเคยมีธารน้ำมาก่อน โดยขนาดและรูปร่างของกรวดที่ถูกธารน้ำกัดเซาะนั้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นธารน้ำลึกและกระแสน้ำเชี่ยว โดยภาพและข้อมูลที่ได้มาจากยานสำรวจคิวริออสซิตี้ สะท้อนให้เห็นว่าครั้งหนึ่งดาวอังคารที่แห้งแล้ง เคยมีสภาพอากาศอบอุ่นและมีความชื้นมากกว่าปัจจุบัน ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังมีความพยายามในการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของหินกรวดมนที่ ค้นพบ เนื่องจากจะช่วยเปิดเผยลักษณะเฉพาะของน้ำที่เคยมีอยู่บนดาวอังคาร ซึ่งจะเป็นสภาพสิ่งแวดล้อมในช่วงเวลาที่น้ำอยู่บนดาวอังคาร เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแหล่งน้ำบนดาวอังคารให้มากขึ้นกว่านี้ ซึ่งจะทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่า เคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บนดาวอังคารหรือไม่

“นาซาค้นพบ “กรวด”ร่องรอยการกัดเซาะของธารน้ำบนดาวอังคาร” ถือเป็น 1 ใน 10 อันดับข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2555 และท่านสามารถติดตามอ้นดับข่าวอื่นๆ ได้ที่  http://www.nstda.or.th/index.php 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

Water Flows Discovered on Mars http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=pBam6B9wrdI

นาซ่าพบร่องรอยของน้ำทะเลบนดาวอังคาร. http://www.ostc.thaiembdc.org/stnews_Nov11_6.html

Carlisle, Camille M. New hints of saltwater on Mars : Seasonal patterns consistent with briny seeps on Red Planet. http://www.sciencenews.org/view/generic/id/333017/description/New_hints_of_saltwater_on_Mars

NASA Mars Rover Finds Mineral Vein Deposited by Water. http://www.nasa.gov/home/hqnews/2011/dec/HQ_11-403_Mars_Rover_Gypsum.html

ธีรยุทธ์ ลอยลิบ. “นาซาสำรวจพบสายแร่บนดาวอังคาร”. กรุงเทพฯ : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน) http://www.narit.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=341:nasa&catid=1:astronomy-news&Itemid=4

ผลการคัดเลือกข้อเสนอการข้อเสนอการวิจัยเพื่อขอรับการสนับสนุนทุนอุดหนุนการวิจัย

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

Last Updated on Tuesday, 11 December 2012 10:05

ประกาศ : ผลการคัดเลือกข้อเสนอการข้อเสนอการวิจัยเพื่อขอรับการสนับสนุนทุนอุดหนุน การวิจัย ประจำปีงบประมาณ 2555 ( 5 กลุ่มเรื่องเร่งด่วน)  : กลุ่มเรื่องข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา โลจิสติกส์ และการบริหารจัดการท่องเที่ยว (รอบที่ 2)

ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับหน่วยงานให้ทุน 5 หน่วยงานของประเทศ (5ส.) คือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานคณะกกรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ดำเนินการคัดเลือกข้อเสนอการวิจัยที่สมควรได้รับทุนอุดหนุนการวิจัย ประจำปีงบประมาณ 2555 (5 กลุ่มเรื่องเร่งด่วน) ดาวน์โหลดผลการพิจารณา

การประกวดนวัตกรรมชาวบ้านด้านการเกษตร

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

Last Updated on Friday, 30 November 2012 17:59

การประกวดนวัตกรรมชาวบ้านด้านการเกษตร

สวทช. เปิดรับสมัคร “ทีมผู้ร่วมแข่งขันประกวดนวัตกรรมชาวบ้านด้านการเกษตร”

การประกวดทำการเกษตรบนพื้นที่ตั้งแต่ 3-20 ไร่ ในรอบ 1 ปี สนับสนุนให้มีการบันทึกและต่อยอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้นวัตกรรมที่ยั่งยืน และขยายผลได้ในวงกว้าง เน้นการทำเกษตรกรรมชาวบ้าน หรือเกษตรผสมผสาน ไม่เน้นเกษตรเพื่ออุตสาหกรรม

–    หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์

–    คุณลักษณะผู้เข้าแข่งขัน

–    หลักเกณฑ์ในการพิจารณาผลงาน

–    รางวัลการประกวด
การส่งข้อเสนอโครงการ กรุณาส่งรายการต่อไปนี้ มายัง สวทช.

1. ข้อเสนอโครงการซึ่งปรินท์ใส่กระดาษทั้งสองหน้า ฉบับจริง 1 เล่ม และ สำเนา 10 เล่ม

2. แผ่นซีดีข้อมูล  1 แผ่น บรรจุ

2.1 ไฟล์ข้อเสนอโครงการ แบบ MS Word

2.2 ไฟล์สภาพพื้นที่การประกวด

2.3 ไฟล์แนบอื่นๆ (ถ้ามี)


โดยส่งมาที่ :

โครงการการประกวดนวัตกรรมชาวบ้านด้านการเกษตร
113 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถ.พหลโยธิน
ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120
ตั้งแต่บัดนี้จนถึง วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556
โดยถือการลงวันที่ในไปรษณีย์เป็นสำคัญ

Read more: การประกวดนวัตกรรมชาวบ้านด้านการเกษตร

ขอแสดงความยินดีคณะนักวิจัยหน่วยวิจัยเทคโนโลยีทรัพยากรชีวภาพสำหรับผลงาน การศึกษาติดตามเชื้อราก่อโรคในมดได้รับเลือกแสดงบนเว็บไซต์ A-IMBN Research

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

ผลงานวิจัยของนางสุชาดา มงคลสัมฤทธิ์ ผู้ช่วยวิจัย ห้องปฏิบัติการราวิทยา คณะผู้ร่วมวิจัยจากห้องปฏิบัติการราวิทยา และห้องปฏิบัติการนิเวศวิทยา ประกอบด้วย ดร. นพพล คบหมู่ นางสาวกนกศรี ทัศนาทัย นายอาทิตย์ คนสนิท นางสาววาสนา น้อยศรีภูมิ นายประเสริฐ ศรีกิติกุลชัย นายรัฐศาสตร์ สมนึกและ ดร. เจนนิเฟอร์ เหลืองสอาด ได้รับการคัดเลือกแสดงบนเว็บไซต์ A-IMBN Research ในเดือนพฤศจิกายน 2555 จากผลงานวิจัยเรื่อง “Life cycle, host range and temporal variation of Ophiocordyceps unilateralis /Hirsutella formicarum on formicine ants” ในวารสาร Journal of Invertebrate Pathology

ดร. ศันสนีย น้อยสคราญ คว้าทุนวิจัยลอรีอัล ในโครงการ “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ประจำปี 2555

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

Last Updated on Wednesday, 26 December 2012 23:53

ดร.ศันสนีย น้อยสคราญ นักวิจัยหน่วยปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์ ไบโอเทค นักวิจัยสตรีรุ่นใหม่ที่ได้รับทุนจากโครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ประจำปี 2555 (For Women in Science 2012) สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ในหัวข้อวิจัยเรื่อง “ศึกษากลไกการติดเชื้อไวรัสเด็งกี่ และการตอบสนองของเซลล์ที่เกิดจากการติดเชื้อ เพื่อเข้าใจถึงพยาธิกำเนิดของโรคไข้เลือดออกเชื้อโรคเด็งกี่”

Read more: ดร. ศันสนีย น้อยสคราญ คว้าทุนวิจัยลอรีอัล ในโครงการ “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ประจำปี 2555

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s